ความเครียด

เรื่องโดย โรเบิร์ต ซาโพลสกี
ภาพถ่ายโดย ลินน์ จอห์นสัน

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักความเครียดกันก่อน ปกติร่างกายของคนเราจะพยายามอยู่ตลอดเวลาเพื่อรักษาสมดุลโดยการทำให้ระดับอุณหภูมิของร่างกาย ความดันโลหิต ระดับกลูโคสในเลือดที่ให้พลังงาน และอื่นๆ อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมที่สุด ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดความเครียด (stressor) คืออะไรก็ตามที่มาขัดขวางหรือทำลายสมดุลนั้น หากคุณเป็นม้าลายในทุ่งหญ้าสะวันนา สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดคงไม่พ้นสิงโตที่กำลังงับเท้าคุณอยู่ การจะเอาชีวิตรอด (จากสิงโต) ให้ได้นั้น คุณต้องการพลังงานอย่างเร่งด่วนเพื่ออัดฉีดพลังให้กล้ามเนื้อ ดังนั้นกลไกสำคัญของ “การตอบสนองต่อความเครียด” (stress response) จึงอยู่ที่การหลั่งฮอร์โมนชื่อว่าอีพิเนฟริน(epinephrine) หรือฮอร์โมนเนื้อในต่อมหมวกไต (รู้จักกันดีในอีกชื่อหนึ่งว่า อะดรีนาลีน) ซึ่งจะเปลี่ยนพลังงานที่สะสมไว้ให้กลายเป็นกรดไขมันและกลูโคสในรูปแบบง่ายๆที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด อีกทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และอัตราการหายใจล้วนเพิ่มขึ้น เพื่อส่งพลังไปสู่กล้ามเนื้อภายในชั่วพริบตา เท่ากับเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต ในขณะเดียวกัน ฮอร์โมนเครียด (stress hormone) โดยเฉพาะกลูโคคอร์ติคอยด์ (glucocorticoid) จะวิ่งเข้าสู่สมอง ทำให้ประสาทสัมผัส เฉียบคมขึ้นและเพิ่มพลังการเรียนรู้และการจดจำ คุณจึงตื่นตัวและมีสมาธิจดจ่อ

กลไกตอบสนองต่อความเครียดยังไปขัดขวางกระบวนการเผาผลาญพลังงานที่เก็บสะสมไว้ไม่ให้ถูกนำไปใช้อย่างเปล่าๆปลี้ๆ การย่อยอาหารถูกยับยั้งเนื่องจากเป็นกระบวนการทางสรีรวิทยาที่เชื่องช้าและสิ้นเปลือง ความอยากอาหารก็ถูกระงับไว้เช่นกัน รวมไปถึงการเจริญเติบโต การซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย ไม่เว้นแม้แต่การสืบพันธุ์ สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานที่ต้องหนีจากผู้ไล่ล่า ไ ม่ใช่เวลาที่จะมาตกไข่ สร้างตัวอสุจิ หรือเริ่มต้นโครงการขยายเผ่าพันธุ์ ในทางตรงข้าม นี่เป็นเวลาดีที่จะเตรียมรับมือกับอาการบาดเจ็บ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงอยู่ในสภาพพร้อมรบอย่างรวดเร็ว เซลล์เกล็ดเลือดจะเหนียวขึ้น และยึดเกาะกันจนเกิดเป็นลิ่มเลือดเพื่อทำให้เลือดหยุดไหลจากบาดแผล โดพามีน (dopamine) สารเคมีที่เกี่ยวข้องกับความสุขจะถูกหลั่งในสมอง ซึ่งอาจช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้

ภาพยนตร์เขย่าขวัญ นวนิยายลึกลับ หรืออะไรก็ตามที่ทำให้คุณตื่นเต้นบ้างเป็นครั้งคราว ไม่ได้มีอะไรเสียหายต่อสุขภาพของคุณหรอก แต่การกระตุ้นกลไกตอบสนองต่อความเครียดให้ทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานจะส่งผลต่อสุขภาพในทางที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เริ่มที่ระบบหัวใจและหลอดเลือด หากความดันโลหิตของคุณสูงขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความปั่นป่วนของของเหลวจากกระแสเลือดที่พุ่งแรงเป็นช่วงๆ จะทำให้เกิดการบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆที่ผนังหลอดเลือด ไขมัน กลูโคส และคอเลสเตอรอลที่มาพร้อมกับการตอบสนองต่อความเครียดของระบบเผาผลาญมีโอกาสที่จะเกาะติดกับบริเวณหลอดเลือดที่มีปัญหามากขึ้น แล้วไหนจะเซลล์เกล็ดเลือดเหนียวหนืดที่พร้อมจะก่อลิ่มเลือดอีกล่ะ ตอนนี้พวกมันพร้อมจะซ้ำเติมปัญหาด้วยการจับตัวเป็นก้อนเหนียวๆ ตรงบริเวณที่ได้รับความเสียหาย ทั้งหมดนี้จะเพิ่มโอกาสในการก่อตัว ของคราบหินปูนที่ทำให้ท่อเลือดแดงและหลอดเลือดแดงแข็งตัว ซึ่งจะส่งผลให้คุณเป็นโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือดได้

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับสมองของคุณล่ะ ในขณะที่ฮอร์โมนเครียดทำให้คุณตื่นตัวในช่วงแรกของการตอบสนองต่อความเครียด ร ะดับความเครียดที่มากและเรื้อรังกลับมีผลในทางตรงกันข้าม คุณจะเสี่ยงต่ออาการวิตกกังวล เนื่องจากกลูโคคอร์ติคอยด์จะไปทำให้เซลล์ประสาทในสมองส่วนอะมิกดาลา (amygdala) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของความกลัวและวิตกกังวลเกิดการขยายตัว ขณะเดียวกันเซลล์ประสาทในสมองส่วนฮิปโปแคมปัสที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความทรงจำ และในเปลือกสมองส่วนหน้าซึ่งเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ จะฝ่อเล็กลง ความสามารถในการเรียนรู้และการตัดสินใจจึงแย่ลง ความเข้มข้นของโดพามีนในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความสุขจะลดลงด้วย ทำให้คุณเสี่ยงต่ออาการซึมเศร้า

การทำงานด้วยหลักการ “เก็บเอาไว้ซ่อมวันหลัง” ของกลไกตอบสนองต่อความเครียดที่ซ้ำไปซ้ำมาส่งผลให้อาการบาดเจ็บจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิดไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไข ในผู้หญิงการทำงานของระบบสืบพันธุ์ที่ถูกกดไว้เป็นเวลานานจะทำให้การตกไข่หยุดชะงัก และทำให้ไข่ที่ปฏิสนธิแล้วฝังตัวที่มดลูกได้ยากขึ้น ส่วนผู้ชายจะมีระดับฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนและจำนวนอสุจิลดต่ำลง การแข็งตัวของอวัยวะเพศอาจกลายเป็นเรื่องลำบากยากเย็น

ทุกอย่างจะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก หากคุณมีน้ำหนักตัวเกินและชอบนั่งๆนอนๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในวิถีชีวิตแบบตะวันตก ความเครียดเรื้อรังจะทำให้เซลล์ไขมันดื้อต่ออินซูลินในการสะสมไขมัน ทำให้มีไขมันและกลูโคสเหลืออยู่ในกระแสเลือดของคุณมากมาย ทุกเหตุปัจจัยล้วนทำให้หลอดเลือดของคุณเกิดการบาดเจ็บ และเพิ่มโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานในวัยผู้ใหญ่ และขณะที่กลไกตอบสนองต่อความเครียดกดดันระบบภูมิคุ้มกันของคุณให้ทำงานอย่างรวดเร็วในตอนแรก แต่หากปล่อยไว้นานๆก็อาจไปกดการทำงานของภูมิคุ้มกันได้เช่นกัน ผลการศึกษาหลายชิ้นระบุว่า ความเครียดไม่เพียงทำให้โรคเริมกำเริบและเพิ่มความเสี่ยงของการติดหวัด แต่ยังทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยเอดส์ แย่ลงด้วย อย่างไรก็ตาม ความเครียดกับโรคมะเร็งมีความเกี่ยวข้องกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็นับว่ายังพอมีข่าวดีอยู่บ้าง

แล้วเราทำอะไรได้บ้าง ก่อนอื่นต้องระลึกไว้ว่าจุดประสงค์ของการทำความเข้าใจเรื่องความเครียดนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อที่จะหาทางหลีกเลี่ยงทุกรูปแบบ ความตื่นเต้นที่มีระดับความรุนแรงและระยะเวลาที่เหมาะสมอย่างการเล่นรถไฟเหาะ การดูภาพยนตร์สยองขวัญ การโขกหมากรุกกับคู่แข่งระดับพระกาฬ จะช่วยปลดปล่อยโดพามีนเข้าสู่กลไกสร้างความสุข ในสมองของคุณ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือคุณจะรู้สึกดีนั่นเอง เราเรียกความเครียดชนิดดีนี้ว่าสิ่งกระตุ้น และเราก็ยินควักกระเป๋าไม่อั้นเพื่อให้ได้มา

ยังมีอีกหลายวิธีที่ใช้จัดการกับความเครียดเรื้อรัง อย่างเช่นในระดับชีววิทยามีการใช้วัคซีนหรือยา ส่วนในระดับปัจเจกบุคคล เทคนิคหรือวิธีจัดการกับความเครียดก็มีอยู่มากมาย ตั้งแต่การทำสมาธิ สวดมนต์ เต้นแอโรบิก จิตบำบัด และทำงานอดิเรก เรื่อยไปจนถึงการใช้ประโยชน์จากโอกาสทางสังคม บางวิธีสามารถลดการตอบสนองต่อความเครียดของร่างกายได้โดยตรง การหายใจเข้าออกลึกๆ อย่างช้าๆ ระหว่างการทำสมาธิจะลดการหลั่งฮอร์โมนเครียดลงได้ ขณะที่การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอช่วยลดระดับฮอร์โมนเครียดในภาวะปกติได้ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอย่างอื่นที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกในการบังคับควบคุมและคาดการณ์ ซึ่งรวมถึงความเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาหลากหลายรูปแบบที่อาจให้คำอธิบายในสิ่งหรือปรากฏการณ์ (เช่น ภัยพิบัติ หรือความตาย) ที่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ ตลอดจนสัมพันธภาพทางสังคมที่มีประโยชน์หลายลักษณะด้วย

ที่มา
http://www.ngthai.com/ngm/1002/feature.asp?featureno=5